ผู้แต่ง
กายกาญจน์ จันทรวงศ์ไพศาล
เจษฎา สายใจ
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบนำทางที่มีความทนทาน (Robust Navigation System) สำหรับหุ่นยนต์ทางการเกษตรที่ปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมแบบไร้โครงสร้าง โดยบูรณาการการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำทาง (GNSS) เข้ากับการหลบหลีกสิ่งกีดขวางท้องถิ่นผ่านแผนที่แสดงค่าน้ำหนักสิ่งกีดขวางแบบพลวัต (Dynamic Local Costmap) ที่ประมวลผลจากข้อมูลLiDAR พร้อมทั้งพัฒนา “ตัวจัดการสภาวะชะงักงัน” (Stagnation Manager) บนพื้นฐานของเครื่องจักรสถานะจำกัด (Finite State Machine: FSM) เพื่อเฝ้าระวังสภาวะทางจลนศาสตร์เทียบกับคำสั่งควบคุมและสั่งการพฤติกรรมการกู้คืน (Recovery Behaviors) อัตโนมัติเมื่อหุ่นยนต์เกิดการหยุดนิ่ง ระบบดังกล่าวได้รับการทดสอบในสภาพแวดล้อมจำลองด้วยโปรแกรม Gazebo บนระบบปฏิบัติการ ROS 2 Jazzy ซึ่งสร้างขึ้นโดยอ้างอิงโครงสร้างพื้นที่จากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศของแปลงเกษตรจริง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถตรวจจับและแก้ไขสภาวะติดขัดได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อถือได้ในการปฏิบัติงานและลดภาระการเฝ้าระวังของผู้ใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทดสอบประสิทธิภาพเครื่องผ่าต้นกก โดยศึกษาจำนวนใบมีด 4 ระดับใบมีด ได้แก่ 1 2 4 และ 6 ใบมีด มีค่าชี้ผลการศึกษา คือ ความสามารถในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงาน เปอร์เซ็นต์สูญเสียในการทำงานและกำลังไฟฟ้าที่ใช้ทดสอบ ผลการศึกษาความสามารถในการทำงาน ประสิทธิภาพในการผ่า เปอร์เซ็นต์สูญเสีย และกำลังไฟฟ้าที่ใช้ พบว่า การผ่าต้นกกด้วยใบมีดจำนวน 1 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 522.62 reeds h-1 มีประสิทธิภาพในการทำงานเฉลี่ย 95% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 5% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 95.99 W การผ่า 2 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 517.56 reeds h-1 มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 97% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 3% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 108.37 W การผ่า 4 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 500.92 reeds h-1 มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 93% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 7% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 123.14 W และการผ่า 6 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 511.71 reeds h-1 มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 94% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 6% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 125.58 W ตามลำดับ
ผู้แต่ง
จิระกานต์ ศิริวิชญ์ไมตรี
บทคัดย่อ
ตะบันน้ำมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำและระดับความสูง สามารถพัฒนานำตะบันน้ำมาใช้งาน เนื่องจากตะบันน้ำเป็นปั๊มน้ำที่ไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันในการปั๊มน้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ ซึ่งการออกแบบและสร้างตะบันน้ำสามารถทำได้ง่าย โดยการนำชิ้นส่วนวัสดุประปาที่มีขายตามท้องตลาดมาประกอบเป็นตะบันน้ำได้ ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของตะบันน้ำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำคือถังอัดอากาศ (Air chamber) มีหน้าที่เก็บสะสมความดันที่เกิดจากวอเตอร์แฮมเมอร์ (Water hammer) ซึ่งเกิดจากการปิดวาล์วทิ้งน้ำอย่างรวดเร็ว งานวิจัยนี้ได้ทำการทดสอบผลกระทบของถังอัดอากาศต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำ โดยทำการทดสอบตะบันน้ำที่ติดตั้งถังอัดอากาศขนาดต่างๆ 4, 8, 12 ,16 ลิตร และแบบไม่มีถังอัดอากาศ จากผลการทดสอบตะบันน้ำแสดงให้เห็นว่าตะบันน้ำที่มีถังอัดอากาศมีประสิทธิพลังงานมากกว่าตะบันน้ำที่ไม่มีถังอัดอากาศติดตั้งอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซนต์ แต่ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพพลังงานของตะบันน้ำที่มีถังอัดอากาศขนาดต่างๆ กลับไม่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าในถังอัดอากาศมีส่วนช่วยให้ตะบันน้ำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าตะบันน้ำแบบไม่มีถังอัดอากาศ
ผู้แต่ง
ชูเกียรติ โชติกเสถียร
อธิวัฒน์ บุญมี
วรญา เนื่องมัจฉา
วัชรพล ชยประเสริฐ
บทคัดย่อ
ตะบันน้ำมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำและระดับความสูง สามารถพัฒนานำตะบันน้ำมาใช้งาน เนื่องจากตะบันน้ำเป็นปั๊มน้ำที่ไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันในการปั๊มน้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ ซึ่งการออกแบบและสร้างตะบันน้ำสามารถทำได้ง่าย โดยการนำชิ้นส่วนวัสดุประปาที่มีขายตามท้องตลาดมาประกอบเป็นตะบันน้ำได้ ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของตะบันน้ำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำคือถังอัดอากาศ (Air chamber) มีหน้าที่เก็บสะสมความดันที่เกิดจากวอเตอร์แฮมเมอร์ (Water hammer) ซึ่งเกิดจากการปิดวาล์วทิ้งน้ำอย่างรวดเร็ว งานวิจัยนี้ได้ทำการทดสอบผลกระทบของถังอัดอากาศต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำ โดยทำการทดสอบตะบันน้ำที่ติดตั้งถังอัดอากาศขนาดต่างๆ 4, 8, 12 ,16 ลิตร และแบบไม่มีถังอัดอากาศ จากผลการทดสอบตะบันน้ำแสดงให้เห็นว่าตะบันน้ำที่มีถังอัดอากาศมีประสิทธิพลังงานมากกว่าตะบันน้ำที่ไม่มีถังอัดอากาศติดตั้งอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซนต์ แต่ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพพลังงานของตะบันน้ำที่มีถังอัดอากาศขนาดต่างๆ กลับไม่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าในถังอัดอากาศมีส่วนช่วยให้ตะบันน้ำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าตะบันน้ำแบบไม่มีถังอัดอากาศ
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
Black garlic is widely recognized for its high antioxidant content and potential health benefits, making it a valuable functional ingredient in the food and pharmaceutical industries. This study investigated the effects of different carrier agents maltodextrin, isomaltodextrin, and fructooligosaccharide at concentrations of 20%, 25%, and 30% on the physicochemical properties of freeze-dried black garlic powder. The parameters evaluated included total soluble solids, color, moisture content, water activity, bulk density, flowability, and antioxidant activity (DPPH, ABTS, and FRAP). The results indicated that both the type and concentration of the carrier significantly influenced the quality of black garlic powder. Among the tested carriers, 25% maltodextrin showed the greatest potential by improving powder stability, reducing moisture content, enhancing flowability, and maintaining high antioxidant activity. These findings provide valuable insights into optimizing carrier selection for the production of black garlic powder with improved quality and stability.
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้พัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) เพื่อติดตามพฤติกรรมการคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของเมล็ดกาแฟอาราบิกาคั่ว และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณก๊าซกับคุณภาพทางเคมี โดยติดตั้งเซนเซอร์ SCD41 ร่วมกับบอร์ด ESP32 เพื่อตรวจวัดก๊าซในภาชนะปิดสนิทตลอด 25 วัน จากนั้นทำการสกัดน้ำกาแฟตามมาตรฐานของสมาคมกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee Association, SCA) ในวันที่ 1, 5, 9, 13, 17, 21 และ 25 จากนั้นนำไปวัดค่าของแข็งที่ละลายน้ำ (TSS), ปริมาณกรด (TA), ค่าการนำไฟฟ้า (EC) และค่า pH รวมทั้งประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส จากการศึกษาพบว่าเมล็ดกาแฟคั่วมีการคายก๊าซ CO2 ออกมามากที่สุดในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งก๊าซเหล่านี้เข้าไปขัดขวางการซึมผ่านของน้ำ ทำให้การสกัดกาแฟได้ผลไม่ดี เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 17-25 ปริมาณก๊าซเริ่มลดลงและเข้าสู่ภาวะสมดุล ทำให้สกัดกาแฟได้ดีขึ้นและมีค่าทางเคมีที่สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่ากาแฟในช่วงเวลานี้มีคะแนนรวมสูง โดยเฉพาะในวันที่ 21 มีคะแนนสูงที่สุด จากผลการสรุปได้ว่า ระบบ IoT ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ติดตามการคายก๊าซ และระบุได้ว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้กาแฟคุณภาพดีคือช่วง 17-25 วันหลังคั่ว
