วารสาร สวกท. ปีที่ 31ฉบับที่ 1

วารสาร สวกท. ปีที่ 31 ฉบับที่ 1

ผู้แต่ง

สหภัทร ชลาชัย

บทคัดย่อ

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาเครื่องกำจัดวัชพืชพร้อมใส่ปุ๋ยในไร่มันสำปะหลัง ทดสอบประสิทธิภาพการทำงานโดยการพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ที่ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ 2,000 rpm. ใช้เกียร์ Low-1, Low-2, Low-3 และ High-1 ในพื้นที่การทดสอบ 162 m2 พบว่า ความสามารถการทำงานทางไร่จริงเฉลี่ย 0.60, 0.94, 1.17 และ 2.40 rai.hr-1 และประสิทธิภาพการทำงานเท่ากับ 82.18, 82.41, 74.83 และ 83.02% ตามลำดับ จากการทดสอบเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นประสิทธิภาพการทำงานทางไร่มีค่าใกล้เคียงกัน โดยมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดที่เกียร์ High–1 และค่าอัตราการลื่นไถลมีค่าใกล้เคียงกันแต่มีค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ 10-14% ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่าสามารถที่จะลดน้ำหนักของอุปกรณ์ลงได้อีกเพื่อเป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และมีประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืชเฉลี่ยเท่ากับ 88.63, 86.52, 85.52 และ 86.41% ที่ความเสียหายของต้นมันสำปะหลังเฉลี่ยเท่ากับ 9.00, 13.04, 5.88 และ 4.44% สำหรับอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเท่ากับ 4.36, 7.40, 11.44 และ 12.50 L.hr-1 ตามลำดับ จากผลการทดลองพบว่า ที่เกียร์ Low–1 มีประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืชสูงที่สุด และเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นจะมีเปอร์เซ็นต์ความเสียหายของต้นมันสำปะหลัง รวมถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นด้วย

ผู้แต่ง

กันตภณ เปรมประยูร

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขนาดลำต้นมันสำปะหลังที่ผ่านเครื่องสับย่อยด้วยรูตะแกรงคัดขนาด 3 4 5 และ 6 mm พร้อมศึกษาคุณสมบัติหลังการสับและการอัดเม็ด ซึ่งผลการศึกษา มีดังนี้

การทดสอบเครื่องสับย่อยลำต้นมันสำปะหลังพบว่า ความสามารถ และเปอร์เซ็นต์การสับย่อยมากสุด 43.85 kg.h-¹ และ 64.79 % ตามลำดับ ที่ตะแกรงคัดขนาด 6 mm หลังการสับย่อยได้ผล ความหนาแน่นรวมมากสุด 139.28 ที่ขนาดตะแกรง 3 mm และผลมุมกองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามรูตะแกรงคัดขนาดซึ่งมากสุด 50.7 ᵒ ที่ตะแกรงคัดขนาด 6 mm ขนาดเฉลี่ยของอนุภาค และค่าโมดูลัสความละเอียดมากสุด 2.45 mm และ 4.65 mm ตามลำดับ การทดสอบเครื่องอัดเม็ดชีวมวลพบว่า ความสามารถการอัดมากสุด 61.49 kg.h-¹ ที่อนุภาคผ่านรูตะแกรงขนาด 5 mm และเปอร์เซ็นต์การขึ้นรูปมากสุด 98.05 % ที่ตะแกรงคัดขนาด 4 mm หลังการอัดเม็ดได้ศึกษาผลมุมกองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามรูตะแกรงคัดขนาด ซึ่งมากสุด 29.21ᵒ ที่ตะแกรงคัดขนาด 6 mm ผลการศึกษาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความยาวของเชื้อเพลิงอัดเม็ดที่ขนาดเท่ากัน พบว่า น้ำหนักเม็ดเชื้อเพลิงมากสุด 0.96 g ที่ตะแกรงคัดขนาด 4 mm ผลความหนาแน่นจริงเชื้อเพลิงมากสุด 1,323.76 ที่ตะแกรงคัดขนาด 6 mm และการศึกษาความหนาแน่นรวม มากสุด 689.87 kg m³  และความคงทนที่ผ่านมาตรฐานคือตะแกรงคัดขนาด 3 และ 4 mm เท่ากับ 98.39 และ 98.25 % ตามลำดับ

ผู้แต่ง

อานนท์ สายคําฟู

บทคัดย่อ

เทคโนโลยีการผลิตพืชให้เหมาะสมกับความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตามความต้องการของพืชที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่นอัตราการหยอดเมล็ดพันธุ์ อัตราการหยอดปุ๋ย และการใช้สารกำจัดศัตรูพืช งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนา “เครื่องหยอดปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแบบอัตโนมัติสำหรับไร่มันสำปะหลัง” โดยใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ (Arduino mega 2560) ควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์กระแสตรง 24 V ขนาด 500 W ที่ใช้ขับเพลาหยอดปุ๋ยแบบ 3 ถัง โดยสั่งผ่านสัญญาณแบบ PWM (Pulse Width Modulation) และใช้เอ็นโค้ดเดอร์ (Encoder) วัดความเร็วการเคลื่อนที่ของรถแทรกเตอร์จากล้อจักร (Ground wheel) จากผลการทดสอบอัตราการหยอดปุ๋ย 46-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60 พบว่า อัตราการหยอดมีความแม่นยำเฉลี่ย 91.5%, 90.26% และ 94.07% ตามลำดับ และจากการทดสอบเครื่องหยอดปุ๋ยในแปลงมันสำปะหลัง พบว่า มีความสามารถในการทำงานเฉลี่ย 4.79 rai.hr-1 ที่ความเร็วการเคลื่อนที่ 1.17 m.s-1 ประสิทธิภาพเชิงพื้นที่ 75.43% และมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
0.69 liters.rai

ผู้แต่ง

ไพโรจน์ นะเที่ยง

บทคัดย่อ

เครื่องตัดสับฟางและตอซังข้าวแบบลากจูงเป็นเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับลดขนาดทางกายภาพของฟางและตอซังข้าวให้มีความยาวเฉลี่ย 50-100 มิลลิเมตร ซึ่งจะทำให้การคลุกเคล้าลงไปในดินนาเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอช่วยลดอุปสรรคในการไถเตรียมดินทำให้ย่อยสลายกลายเป็นอินทรีย์วัตถุได้เร็วขึ้นก่อให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารในดินนา ผลจากการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์โดยการใช้หลักการคิดค่าเสื่อมราคาเป็นแบบเส้นตรง เพื่อคำนวณต้นทุนการใช้งานพบว่าจุดคุ้มทุนของการใช้งานมีค่าเท่ากับ 34.45 ไร่/ปี ซึ่งเมื่อเกษตรกรที่นำเครื่องตัดสับฟางและตอซังแบบลากจูงไปใช้งานจะมีระยะเวลาการคืนทุนเท่ากับ 13.51 เดือน หรือเทียบเป็นระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน จะทำให้เกษตรกรสามารถถึงจุดคุ้มทุนเมื่อเทียบกับราคาของเครื่องที่มีราคา 120,000 บาท

ผู้แต่ง

นนท์ธิดา เปล่งวุฒิไกร

บทคัดย่อ

การจัดการน้ำและธาตุอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาข้าวได้ผลดี ทั้งนี้เพราะปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของข้าว ปริมาณผลผลิต ตลอดจนประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร งานศึกษานี้เป็นการทดลองปลูกข้าวในถังเพื่อศึกษาผลต่อชีวมวล ผลผลิตและการใช้น้ำของข้าวพันธุ์ กข43 จากปัจจัยวิธีการปลูกแบบหว่านน้ำตมและแบบปักดำและปัจจัยระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินตามปริมาณการใส่ปุ๋ยเคมี 3 ระดับ ประกอบด้วย ปริมาณตามคำแนะนำ (75.94 kg N ha-1) ครึ่งหนึ่งของคำแนะนำ และไม่ใส่ปุ๋ย และประเมินสมรรถนะแบบจำลอง AquaCrop ในการจำลองการตอบสนองของข้าวต่อความเครียดจากการความอุดมสมบูรณ์ของดิน พารามิเตอร์ของแบบจำลอง AquaCrop ปรับเทียบโดยใช้จากผลการทดลองทั้งที่ปรับวิธีการปลูกและระดับการใส่ปุ๋ย ผลการศึกษาพบว่าทั้งวิธีการปลูกและระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อชีวมวล ผลผลิต และการใช้น้ำของข้าว แบบจำลอง AquaCrop จำลองวิธีการปลูกและการตอบสนองของข้าวต่อระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยสมรรถนะของแบบจำลองอยู่ในเกณฑ์ดีกรณีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูง แต่แบบจำลองประมาณความเสียหายของผลผลิตต่ำกว่าความเป็นจริงกรณีการขาดธาตุอาหารที่รุนแรง ผลการศึกษาช่วยให้การใช้งานแบบจำลองในสภาพแวดล้อมของไทยและข้าวสายพันธุ์ไทยมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น

ผู้แต่ง

Thunchanok Sirimek

บทคัดย่อ

This study applied the Technique for Order Preference by Similarity to an Ideal Solution (TOPSIS), a Multi-Criteria Decision Making (MCDM) method, to identify the most suitable enzyme for producing protein hydrolysates from Cobia fish (Rachycentron canadum). Ten commercial enzymes were evaluated based on yield, protein concentration, and sensory attributes, including fishy odor and bitterness, which are critical to consumer acceptance. As the hydrolysates are intended for direct consumption in fish broth, sensory factors were prioritized. The results identified the enzyme PRNY-10 as the optimal choice, offering the closest alignment with the ideal solution.