ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
รถตัดอ้อยมีบทบาทสำคัญในการลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากการเผาใบอ้อยและการขาดแคลนแรงงาน วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อประเมินความสามารถของรถตัดอ้อยขนาดกลาง (MSH) (164-179 kW) และขนาดใหญ่ (LSH) (251-260 kW) ที่ใช้ในเขตภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ทดสอบรถตัดอ้อยขนาดกลาง 2 รุ่น และขนาดใหญ่ 2 รุ่น ในแปลงอ้อยปลูกพันธุ์ขอนแก่น 3 ระยะห่างระหว่างแถว 1.72 m ความยาวแปลงเฉลี่ย 284.2 m ณ อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร แปลงดินร่วน ที่ระดับความลึก 0-10 cm มีค่าความชื้นดินเฉลี่ย 13.72%db ความหนาแน่นมวลรวมของดินเฉลี่ย 1.16 g·cm-3 ผลการทดสอบพบว่า ความเร็วในการเคลื่อนที่และความสามารถในการทำงานของรถตัดอ้อยขนาดกลางและขนาดใหญ่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ความเร็วในการเคลื่อนที่เฉลี่ย 1.04 และ 1.50 m·s-1 ความสามารถในการทำงาน 30.93 และ 49.62 ตันต่อชั่วโมง ตามลำดับ สิ่งเจือปนรวมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างรถตัดอ้อยขนาดกลางและขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรในเขตภาคเหนือตอนล่างส่วนใหญ่ปลูกอ้อยที่มีระยะห่างระหว่างแถว 1.50 m ซึ่งรถตัดอ้อยขนาดกลางสามารถทำงานได้ทั้งระยะห่างระหว่างแถว 1.50 และ 1.72 m โดยไม่เหยียบตออ้อย ส่วนรถตัดอ้อยขนาดใหญ่ไม่เหมาะกับระยะห่างระหว่างแถว 1.50 m.
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
การศึกษานี้เพื่อประเมินการสูญเสียการและคุณภาพเมล็ดจากการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองพันธุ์ลพบุรี 84-1 ด้วยเครื่องเกี่ยวนวด โดยปรับปรุงมุมครีบวงเดือน ส่วนประกอบล้อโน้ม ความเร็วรอบตะแกรงคัดและระบบลำเลียงเมล็ด แล้วศึกษาความเร็วเชิงเส้นของลูกนวด 2 ระดับคือ 10.72 m.s-1 (330 rpm) และ 12.83 m.s-1 (395 rpm) พบว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการเก็บเกี่ยวไม่หมดและเกิดการร่วงของต้นถั่วที่ถูกตัดแล้วบริเวณหัวเกี่ยวคือ 16.98% และ 14.64 % ส่วนการสูญเสียที่เกิดจากระบบนวดนั้นพบว่ามีปริมาณการสูญเสีย 1.78% และ 1.62% และมีปริมาณของเมล็ดแตกหัก 21.98% และ 26.45% ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (T-test)
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของเครื่องล้างข่าเหลืองอ่อนแนวตั้งแบบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทํางานแบบเดิม เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกระบวนการล้างข่าที่ยังใช้แรงงานคนในการล้าง ซึ่งใช้ระยะเวลานาน และเพื่อช่วยประหยัดน้ำ โดยเครื่องล้างข่าใช้มอเตอร์ขนาด 1.5 hp เป็นต้นกําลัง ซึ่งประกอบด้วยชุดโครงสร้างเครื่อง ชุดถังล้าง ชุดเพลาส่งกําลัง และชุดควบคุมการทํางานของมอเตอร์ ลักษณะการทํางานเหมือนเครื่องซักผ้า
จากผลการทดลองพบว่าเงื่อนไขที่เหมาะสมในการทํางานของเครื่อง คือ ความเร็วรอบ 350 rpm เวลาในการล้าง 15 min ปริมาณน้ำ 40 L น้ำหนักข่าที่ 15 kg ให้ค่าความสะอาดข่าสูงสุด 92% มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า 3,194 W h -1 สามารถล้างข่าได้ 600 kg day -1 ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์พบว่าต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมลดลงร้อยละ 70 เมื่อทํางานวันละ 8 hr จะมีระยะเวลาคืนทุนที่ 6 day และจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 17 hr year -1
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้เสนอการจำแนกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยการวิเคราะห์ภาพร่วมกับการใช้แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (ANN) โดยมีขั้นตอนที่เริ่มจากการใช้ภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวมาฝึกฝน และสร้างแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมแบบ Back propagation algorithm โดยมี input เป็นค่าของสี 0 – 255 ระดับ และ output เป็นพันธุ์ข้าว กข.6 และขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งมีแบบจำลอง 2 รูปแบบคือ แบบจำลองแรก ANN-1 มี input 3 ค่า คือ [R G B] และแบบจำลองที่สอง ANN-2 มี input 4 ค่า คือ [R G B K] ทุกๆ แบบจำลองมีการปรับเปลี่ยนจำนวน perceptron ในชั้น Hidden layer จาก 1 2 3 4 5 10 15 และ 20 โดยแบบจำลองที่ได้สร้างแต่ละรูปแบบนั้นได้ถูกนำมาใช้สำหรับในการตัดสินใจให้ชุดระบบสาพานคัดแยกตามตำแหน่งเมล็ดพันธุ์ ผลพบว่าการแบบจำลอง ANN-2 ที่มีจำนวน perceptron ในชั้น Hidden layer เท่ากับ 15 มีความเหมาะสมในการจำแนกชนิดพันธุ์ทั้งข้าว กข.6 และขาวดอกมะลิ 105 ได้สูงถึงร้อยละ 98 ซึ่งมีผลจากปัจจัยของข้อมูลที่ถูกป้อนในการเรียนรู้ และจดจำของแบบจำลองที่มี input 4 ค่า จะมีการแยกรูปแบบได้ดีกว่า input 3 ค่า ประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาใช้ในการจำแนกเมล็ดพันธุ์อื่นๆ ในด้านงานเกษตรด้วยลักษณะทางกายภาพ รูปทรงหรือขนาดโดยไม่ทำลายโครงสร้างภายในเมล็ดพันธุ์
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
การพัฒนาชุดอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน และแหล่งความร้อนที่นำมาใช้สำหรับการระเหยแก๊สของกระบวนการอบแห้งลำไยทั้งเปลือกด้วยการถ่ายเทความร้อนผ่านอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบขดทองแดงที่มี LPG ไหลภายในท่อทำให้แก๊สที่มีสถานะเป็น
ของเหลวเปลี่ยนเป็นไอแก๊สที่รวดเร็วขึ้น และไม่เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนกับสภาพแวดล้อม และศึกษาแหล่งพลังานความร้อน 2 แบบ คือ แหล่งพลังงานความร้อนจากฮีตเตอร์ไฟฟ้าให้กับน้ำ 6,000 W และแหล่งพลังงานความร้อนจากเศษแก๊สที่เหลือก้นถังมาจุดหัว เผาให้ความร้อนกับน้ำ ซึ่งในการออกแบบชุดอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนใช้ข้อมูลเดิมจากการอบแห้งลำไย 24,500 kg ใช้ปริมาณ แก๊ส LPG 102 kg เป็นเวลา 440 min ทำให้มีอัตราการไหลของแก๊ส LPG เท่ากับ 0.00386 kg s-1 สามารถนำมาคำนวณหาความยาว ท่อทองแดงได้ 0.30 m และจำนวนการขด 26 ขด และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อขดทองแดง (Dc) เท่ากับ 0.38 m ซึ่งทำการควบคุม โดยการใช้อุณหภูมิของน้ำในชุดอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนเท่ากับ 50 ºC พบว่า ชุดอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนที่มีแหล่งพลังงานความร้อนจากฮีตเตอร์ไฟฟ้า และแหล่งพลังงานความร้อนจากเศษแก๊ส สามารถทำให้แก็ส LPG ระเหยได้ดีและสามารถทำให้อุณหภูมิในตู้อบแห้งทั้ง 4 ตำแหน่ง มีอุณหภูมิสม่ำเสมอ ในตู้อบลำไยทั้งเปลือก และสามารถควบคุมอุณหภูมิภายในถัง (Ttank) สามารถควบคุมได้ง่าย และสะดวกต่อผู้ใช้ได้ดี และเปรียบเทียบกับระบบเดิมมีต้นทุนการใช้แก๊ส 3,735 บาท (น้ำหนักแก๊สที่ใช้รวมกับน้ำแก๊สเหลือก้นถัง) ระบบใหม่ที่มีชุดอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนที่ใช้ฮีตเตอร์และหัวเผา สามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจาก LPG คิดเป็นร้อยละ 15.85 และ 20.34
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อทดสอบความสามารถในการลดอุณหภูมิ และเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศในโรงเรือนเพาะปลูกที่ติดตั้งระบบทำความเย็นแบบแผ่นระเหยน้ำ โดยการเก็บข้อมูลอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนเพาะปลูกที่ใช้ระบบทำความเย็นแบบแผ่นระเหยน้ำ (EC) และระบบระบายอากาศด้วยพัดลม (NEC) ด้วยเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น. เป็นเวลา 4 วัน แบ่งเป็นระบบ EC 2 วัน และระบบ NEC 2 วัน ผลการทดสอบ พบว่าระบบ EC สามารถลดอุณหภูมิเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5-8ᣞC ในวันที่สภาพอากาศค่อนข้างเย็น โรงเรือนมีอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนเฉลี่ยต่อวันที่ 18ᣞC และ 78% ตามลำดับ ส่วนในวันที่สภาพอากาศค่อนข้างร้อน โรงเรือนมีอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือนเฉลี่ยต่อวันที่ 28ᣞC และ 85% ตามลำดับ ส่วนระบบ NEC สามารถลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนได้เล็กน้อยแต่ไม่สามารถเพิ่มความชื้นให้กับอากาศได้ จะเห็นได้ว่าโรงเรือนที่ติดตั้งระบบทำความเย็นแบบแผ่นระเหยน้ำ สามารถลดอุณหภูมิในโรงเรือนให้เหมาะสมแก่การปลูกพืชที่ต้องการอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 15-30ᣞC แต่ในส่วนของความชื้นสัมพัทธ์นั้นยังมีค่าเฉลี่ยสูงเกินกว่าที่พืชต้องการ ดังนั้นโรงเรือนเพาะปลูกนี้หากต้องการใช้เพาะปลูกพืชจะต้องทำการพัฒนาระบบให้สามารถควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชต่อไป
ผู้แต่ง
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพของโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังแห่งหนึ่งในอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา โดยมีน้ำเสียมาจากกระบวนมาผลิตแล้วนำมาผ่านกระบวนการผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ จากนั้นนำก๊าซชีวภาพที่ได้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยผลการศึกษาข้อมูลปริมาณก๊าซชีวภาพของโรงผลิตแป้งมันสำปะหลังขนาด 200 tons of starch day-1 มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิต 2,000 m3 day-1 ผลิตก๊าซชีวภาพได้ 16,800 m3 day-1 สามารถผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ 28,848 kWh day-1 กำหนดอายุโครงการที่ 20 years ที่ต้นทุนเงินทุนอยู่ที่ 6% เงินลงทุนโครงการ 64,535,500.00 Baht ผลการศึกษา พบว่า ในกรณีพื้นฐาน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 148,722,796.07 Baht อัตราผลตอบแทนภายในโครงการเท่ากับ 27.35% และระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 3.76 years ซึ่งผลการวิเคราะห์กรณีพื้นฐานมีความคุ้มค่าในการลงทุน และเนื่องจากมันสำปะหลังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาลทำให้การเดินเครื่องจักรในการผลิตไม่ได้มีตลอดทั้งปีแม้ในปัจจุบันมีการเก็บผลผลิตนอกฤดูกาลบ้างก็ยังมีปริมาณไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการแบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 การเดินเครื่อง 75% year-1 กรณีที่ 2 การเดินเครื่อง 50% year-1 และกรณีที่ 3 การเดินเครื่อง 25% year-1 ซึ่งผลการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการทั้ง 3 กรณี พบว่ากรณีที่ 1 มีความน่าสนใจในการลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือกรณีที่ 2 ส่วนกรณีที่ 3 การเดินเครื่องจักรผลิตไฟฟ้า 25% ไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุนเพราะมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบและไม่สามารถประเมินค่าได้ผลตอบแทนโครงการได้
